Thursday, May 27, 2010

มูสแอพริคอท-ราสพ์เบอรี่ : Apricot Raspberry Mousse Cake

วันนี้ทำมูสเค้กอีกแล้วค่ะ อากาศร้อนๆ กินมูสเค้กเย็นๆ แล้วชื่นใจดีนะคะ (พ่อบ้านบอกมา เราไม่กินเพราะไม่ชอบ) พอดีมีแอพริคอทกระป๋องค้างปี 55 ซื้อไว้นานมากๆๆๆ แล้ว กะซื้อมาทำเค้กแต่ไม่ได้ใช้ซะที เก็บลืมอยู่ก้นตู้ พอวันนี้จัดของในตู้แล้วเจอก็เลยจับมาทำมูสเค้กให้คุณปู้จายกินดับร้อนซะหน่อย แต่ครั้นจะทำมูสแอพริคอทอย่างเดียวก็กลัวจะไม่มีสีสัน คนที่บ้านชอบกินราสพ์เบอรี่ เราก็มีแช่แข็งอยู่นิดหน่อย สุดท้ายเลยกลายเป็นมูสแอพริคอทราสพ์เบอรี่สีเจ็บจี๊ดจ๊าดแต่รสชาตินุ่มนวลหอมหวานชื่นใจอย่างนี้ล่ะค่ะ

ส่วนผสมเค้กชิฟฟอนมะนาว สำหรับถาดขนาด 21x21x3 ซม.

  • แป้งเค้ก 65 กรัม
  • ผงฟู 1 ชช.
  • น้ำตาลทราย ก. 50 กรัม
  • ไข่แดง 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 30 กรัม
  • นมสด 45 กรัม
  • น้ำมะนาว 1/2 ชต.
  • กลิ่นมะนาว 1/4 ชช.
  • ไข่ขาว 2ฟอง
  • เกลือป่น 1/4 หยิบมือ
  • น้ำตาลทราย ข. 20 กรัม
วิธีทำ ถาดอบปูกระดาษไข แล้วอุ่นเตาอบไว้ที่ 190 องศาเซลเซียสเลยค่ะ
  • ร่อนแป้งและผงฟูรวมกัน 2 ครั้งใส่อ่างผสมใบใหญ่แล้วทำบ่อตรงกลาง ใส่ น้ำตาลทราย ก. ไข่แดง น้ำมันพืช นมสด น้ำมะนาว และกลิ่นมะนาวในบ่อแป้ง ใช้ตะกร้อมือคนเร็วๆ พอเข้ากัน ไม่เหลือแป้งเป็นเม็ดๆ ใช้เวลาในการคนประมาณ 5 วินาที อย่าคนนานเดี๋ยวเค้กเหนียวเป็นยางพาราค่ะ 
  • ใส่ไข่ขาวในอ่างอีกใบ ใส่เกลือลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำประมาณ 10 วินาทีพอไข่เป็นฟองฟู เปลี่ยนเป็นความเร็วสูงสุด ค่อยๆ ใส่ น้ำตาลทราย ข. ลงไปตีรวมกับไข่ขาวจนน้ำตาลหมด และไข่ตั้งยอดแข็งก็หยุดตีค่ะ 
  • แบ่งไข่ขาวครึ่่งหนึ่งมาตะล่อมเบามือให้เข้ากับส่วนผสมแป้ง เสร็จแล้วก็ใส่ไข่ขาวที่เหลือลงตะล่อมให้เข้ากันดี เทส่วนผสมใส่ถาดอบที่ปูด้วยกระดาษไขไว้แล้ว เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน แล้วนำเข้าไปอบประมาณ 13 นาทีจนเค้กสุก 
  • นำออกจากเตาอบ วางไว้บนตะแกรงพักให้เย็นอุณหภูมิห้อง เมื่อเค้กเย็นแล้วก็นำพิมพ์มูสมาตัด วางเค้กบนจานรองเค้กแล้วครอบด้วยพิมพ์มูสค่ะ จากนั้นเราก็ไปทำตัวมูสกันค่ะ
ส่วนผสมมูสเค้ก สำหรับพิมพ์มูส เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 x 5 ซม. 4 พิมพ์ค่ะ
ส่วนผสมราสพ์เบอรี่
  1. ราสพ์เบอรี่ 100 กรัม
  2. เจลาติน 1 แผ่น (ผง 1.5 กรัม)
  3. น้ำตาลทราย 10 กรัม
แช่เจลาตินในน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ให้นิ่มประมาณ 10 นาที ปั่นราสพ์เบอรี่กับน้ำตาลทรายให้ละเอียดแล้วนำเข้าไมโครเวฟไฟกลางประมาณ 45 วินาทีให้ร้อนแต่ไม่เดือด แล้วใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไปคนจนเจลาตินละลายหมด พักไว้ก่อน

ส่วนผสมแอพริคอท

  1. แอพริคอทกระป๋อง 100 กรัม
  2. เจลาติน 1 แผ่น (ผง 1.5 กรัม)
แช่เจลาตินในน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ให้นิ่มประมาณ 10 นาที ปั่นแอพริคอทกับน้ำตาลทรายให้ละเอียดแล้วนำเข้าไมโครเวฟไฟกลางประมาณ 45 วินาทีให้ร้อนแต่ไม่เดือด แล้วใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไปคนจนเจลาตินละลายหมด พักไว้ก่อน

ส่วนผสมมูส

  1. ครีมชีส 140 กรัม
  2. น้ำมะนาว 2 ชช.
  3. น้ำตาลทราย 60 กรัม
  4. เจลาติน 2 แผ่น (ผง 3 กรัม)
  5. วิปปิ้งครีม 200 กรัม
วิธีทำ

  • แช่เจลาตินในน้ำเย็นไว้ประมาณ 10 นาทีให้นิ่ม นำครีมชีสใส่อ่างผสม ตามด้วยน้ำตาลทรายและน้ำมะนาว ใช้ตะกร้อมือคนให้เนียน พักไว้ก่อน แล้วหันไปละลายเจลาตินค่ะ เมื่อเจลาตินนิ่มดีแล้วก็เทน้ำเย็นออก บีบน้ำออกจากเจลาตินให้หมด แล้วเติมน้ำร้อน 1 1/2 ชต. ลงไป คนให้เจลาตินละลายหมด แล้วเทใส่อ่างครีมชีส คนให้เข้ากันค่ะ 
  • ตีวิปปิ้งครีมจนเป็นครีมข้นแต่ไม่ถึงกับตั้งยอด แล้วนำมาตะล่อมกับส่วนครีมชีสให้เข้ากันดี แบ่งครึ่งหนึ่งของส่วนผสมใส่อ่างผสมอีกใบ เทซอสราสพ์เบอรี่ใส่เกือบหมด โดยเหลือซอสไว้แต่งหน้ามูสแค่ประมาณ 1 ชต. ก็พอค่ะ จากนั้นก็ตะล่อมให้เข้ากันดี แล้วเทใส่พิมพ์มูสที่รองด้วยเค้กมะนาวไว้แล้วค่ะ 
  • ใส่ซอสแอพริคอท (แบ่งไว้แต่งหน้า 1 ชต.) ลงไปตะล่อมผสมกับส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดจนเข้ากันดี แล้วเทใส่ส่วนราสพ์เบอรี่จนเต็มพิมพ์ค่ะ จากนั้นก็หยอดซอสราสพ์เบอรี่กับแอพริคอทที่แบ่งไว้บนหน้ามูสสลับกันเป็นหย่อมๆ แล้วใช้ปลายไม้จิ้มฟันลากให้เป็นลายตามชอบค่ะ เราก็ทำแต่ลายเดิมๆ ไม่ครีเอทีพเอาซะเลย จากนั้นนำมูสไปแช่เย็นประมาณ 4-6 ชั่วโมงให้มูสเกาะตัวดี
เมื่อมูสเซ็ตตัวดีแล้วก็แซะออกจากพิมพ์ค่ะ วิธีแซะเค้กออกจากพิมพ์ก็แค่นำมีดบางๆ ปลายแหลมชุบน้ำร้อน เช็ดให้แห้ง แล้วทิ่มไปในขอบพิมพ์จนสุด แล้วกรีดไปรอบๆ ขอบพิมพ์โดยพยายามให้มีดอยู่ติดขอบพิมพ์ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ไปกรีดเนื้อมูสจนเสียโฉมค่ะ
เมื่อเจ้านายกลับถึงบ้าน กินข้าวกินปลาเสร็จเรียบร้อยก็เสิร์ฟของหวานต่อค่ะ อันนี้แอบๆ ทำเพื่อเซอร์ไพรส์ ถูกอกถูกใจคุณเธอมาก เราชิมนิดนึง อร่อยดีค่ะ แต่ทำไงก็ไม่ชอบกินมูสอยู่ดีอ่ะ

Monday, May 17, 2010

กะหรี่พัฟ : Curry Puff

กะหรี่พัฟ ขนมกินเล่น 3 ชาติคือไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่จริงๆ แล้วต้นกำเนิดของกะหรี่พัฟ (Karipap) มาจากมาเลเซียค่ะ ภาษาไทยเราเรียกเหมือน ต้นฉบับเลย ส่วนชื่อที่รู้จักกันเป็นสากลคือ Curry Puff แต่ไม่ว่าจะเรียกยังไงกะหรี่พัฟก็เป็นของกินเล่นที่หลายๆ คนโปรดปราน จริงมั้ยคะ ว่าแล้วเราก็มาดูกัน ดีเลยว่ากว่าจะได้กะหรี่พัฟอร่อยๆ มากินเนี่ยต้องผ่านขั้นตอนไหนบ้าง

ส่วนผสมไส้ไก่ สำหรับกะหรี่พัฟประมาณ 30 ตัว
  • หอมหัวใหญ่ 1 หัว
  • อกไก่ 250 กรัม
  • มันฝรั่ง 250 กรัม
  • เนยสด 1 1/2 ชต.
  • น้ำตาลทราย 30 กรัม
  • ซีอิ้วขาว 1 1/2 ชต.
  • ผงกะหรี่ 1/2 ชต.
  • พริกไทย 1 ชช.
  • เกลือ 1/4 ชช.
วิธีทำ
หัวหอมใหญ่ปอกเปลือกแล้วหั่นเต๋าเล็ก อกไก่ล้างให้สะอาด หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ มันฝรั่งปอกเปลือกแล้วหั่่นเต๋าเล็กๆ เช่นกันค่ะ





นำกระทะตั้งไฟ ใส่เนยลงไปในกระทะ พอเนยละลายหมดใส่หอมหัวใหญ่ลงผัดพอส่งกลิ่นหอม ใส่ไก่และมันฝรั่งลงไปผัดรวมกัน พอไก่สุกก็ใส่น้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว ผงกะหรี่ พริกไทย และเกลือลงไปผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ (ควรปรุงรสให้จัดไว้ก่อนนะคะ เพราะพอทานรวมกับแป้งรสชาติจะได้พอดีไม่อ่อนเกินไปค่ะ) ผัดต่อไปเรื่อยๆ จนมันฝรั่งสุกและน้ำแห้งดีก็ตักขึ้น พักไว้ให้เย็นค่ะ 

ส่วนผสมไส้แอ๊บเปิ้ลกวน สำหรับกะหรี่พัฟประมาณ 30 ตัว
  • แอ๊บเปิ้ลเปรี้ยว 400 กรัม
  • น้ำมะนาว 1/2 ชต.
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • เกลือ 1/4 ชช.
  • อบเชยป่น 1/2 ชช.
วิธีทำ

ปอกเปลือกแอ๊บเปิ้ลออกให้หมดแล้วขูดเป็นเส้นๆ ใส่ในหม้อ (เหมือนรูปข้างบนค่ะ) แล้วใส่น้ำมะนาว น้ำตาลทราย และเกลือตามไป นำหม้อขึ้นตั้งไฟ คนเป็นครั้งคราวจนน้ำเริ่มแห้ง ใส่อบเชยคนให้เข้ากัน กวนต่อไปจนน้ำแห้งหมด ปิดไฟ พักไว้ให้เย็นค่ะ



ส่วนผสมไส้ครีมข้าวโพด   สำหรับกะหรี่พัฟประมาณ 30 ตัว
  • เมล็ดข้าวโพดต้มสุก  200  กรัม
  • นมสดจืด 175 มล.
  • วิปปิ้งครีม 75 มล.
  • แป้งข้าวโพด  20 กรัม
  • เกลือ 1/4 ชช.
  • น้ำตาลทราย 75 กรัม
  • เนยสดเค็ม 1 ชต.
  • กลิ่นวานิลา 1/4 ชช.
วิธีทำ

ผสมนมสด วิปปิ้งครีม แป้งข้าวโพด เกลือ และน้ำตาลทรายในหม้อ ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมให้เข้ากันจนแป้งละลายหมด ไม่เหลือเป็นเม็ดๆ จากนั้นนำหม้อขึ้นตั้งไฟกลาง คนตลอดเวลาจนส่วนผสมข้น ใส่เมล็ดข้าวโพดลงไป คนต่ออีก 1 นาทีก็ปิดไฟ ใส่เนยและวานิลาลงไปคนให้เข้ากัน  แล้วพักไว้ให้เย็นสนิท รอไส่ใส้ค่ะ

ส่วนผสมแป้งชั้นนอก สำหรับกะหรี่พัฟประมาณ 30 ตัว
  • แป้งอเนกประสงค์ 240 กรัม
  • น้ำตาลทราย 20 กรัม
  • เกลือ 1/2 ชช.
  • น้ำปูนใส 50 กรัม
  • น้ำเย็นจัด 2 ชต.
  • น้ำมันพืช 50 กรัม
วิธีทำ

ใส่แป้งในอ่างผสมทำบ่อตรง กลาง ส่วนน้ำตาลทราย, เกลือ, น้ำปูนใส และน้ำเย็นผสมรวมกัน คนพอน้ำตาลละลายจึงเทใส่อ่างแป้ง ตามด้วย น้ำมันพืช ใช้มือเคล้าให้ส่วนผสมจับตัวกันแล้วนวดจนแป้งเนียน จากนั้นแบ่งแป้งเป็น 10 ส่วนเท่าๆ กัน (หนักประมาณก้อนละ 40 กรัมค่ะ) แล้ว ปั้นเป็นก้อนกลม พักไว้ก่อนค่ะ
ส่วนผสมแป้งชั้นใน
  • แป้งอเนกประสงค์ 120 กรัม
  • น้ำมันพืช 50 กรัม
วิธีทำ

ใส่แป้งในอ่างผสมทำบ่อตรง กลาง ใส่น้ำมันพืชลงในบ่อแป้ง ใช้มือเคล้าให้ส่วนผสมจับตัวกันแล้วนวดจนแป้งเนียน จากนั้นแบ่งแป้งเป็น 10 ส่วน เท่าๆ กัน (หนักประมาณก้อนละ 20 กรัมค่ะ) แล้วปั้นเป็นก้อนกลม พักไว้ก่อนค่ะ


เมื่อได้แป้งทั้งสองชั้นแล้ว จัดการนำแป้งชั้นนอกมาแผ่แบนๆ วางแป้งชั้นในตรงกลาง รวบริมแป้งชั้นนอกหุ้มแป้งชั้นในให้มิด พักแป้งไว้ประมาณ 20 นาที หลังจากพักแป้งครบเวลาแล้วก็นำแป้งมาคลึงขึ้นลงตามแนวตั้ง จากนั้นก็ม้วนแล้วคลึงและม้วนอีกครั้งก่อนตัดแบ่งแป้งแต่ละก้อนเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน



เริ่มห่อโดยจับแป้งที่ตัดไว้มาคว่ำให้ส่วนที่เป็นลายสวยอยู่ข้างล่างแล้วคลึงเป็นแผ่นกลมๆ ใส่ไส้ตรงกลางแป้ง พับริมแป้งบนล่างเข้าหากัน บีบแป้งให้ติดกันดี จากนั้นจับริมแป้งโดยบิดพับไปเรื่อยๆ เหมือนเกลียวเชือกค่ะ



เมื่อห่อเสร็จแล้วก็นำเนยขาวหรือน้ำมันพืชใส่หม้อหรือกระทะขึ้นตั้งไฟเตรียมทอดค่ะ การทอดกะหรี่พัฟนี้ควรทอดด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน แต่น้ำมันต้องร้อน ทอดจนแป้งสีเหลืองสวย ใส่ไขมันสำหรับทอดเยอะหน่อยนะคะ ถ้างกน้ำมันก็จะได้กะหรี่พัฟกระดำกระด่าง ทอดเสร็จแล้วก็ตักขึ้นวางบนกระดาษเพื่อซับน้ำมัน ผิวขนมจะได้แห้งไม่มันเยิ้ม ไม่น่ากินแล้วก็ทำให้เลี่ยนด้วยนะคะ



นี่ไส้ไก่ค่ะ อร่อยถูกใจมากๆ แป้งกรอบกิ๊ก ไส้อร่อยสุดยอด เผลอกินไปตั้งหลายตัวแน่ะ เราทำไส้ให้ออกหวานๆ เค็มๆ เผ็ดนิดๆ แล้วก็หอมผงกะหรี่มากๆ และถ้าอยากรู้ว่าแป้งกรอบ แค่ไหนก็สังเกตดูที่เปลือกได้ค่ะ มันกรอบจริงๆ ให้ตายจิ


ไส้ครีมข้าวโพด อร่อยเหมือนกันค่ะ แต่ว่าคนทำอร่อยอยู่คนเดียว ไม่รู้ทำไมฝรั่งแถวนี้ไม่ค่อยชอบกินข้าวโพดก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เพราะคนไม่นิยมกินเลยหาข้าวโพดสดๆ กินยาก งานนี้ก็ต้องพึ่งข้าวโพดกระป๋องค่ะ

และนี่ไส้แอ๊บเปิ้ลกวน เป็นไส้ที่คนแถวๆ นี้โปรดปรานมาก ไส้ไก่เค้าก็ชอบกินกันค่ะ แต่จะปลื้มไส้แอ๊บเปิ้ลกวนมากกว่า ส่วนเราก็ชอบทั้งสองไส้เลยค่ะ ใครชอบกินกะหรี่พัฟต้องลองค่ะ ทำไม่ยากเลยค่ะ ทำกินเองอร่อยกรอบกว่าซื้อเค้าเยอะเลยค่ะ


Thursday, May 6, 2010

เค้กเนยสด : Butter Cake

มาอีกแล้วจ้า ระหว่างที่ผีขยันเข้าสิงนี้เราก็คงต้องเสนอหน้ามาอัพบล็อกบ่อยขึ้นนิดส์นึงเพื่อชดเชยกับช่วงหลายเดือนที่หายศีรษะไปนะคะ ทำๆ ไว้เพราะไม่รู้วันไหนผีจะออก แล้วถ้าออกคราวนี้ปีหน้าฟ้าไหนจะกลับเข้ามาอีกก็ไม่อาจเดาอารมณ์ท่านได้ คิดได้อย่างนี้ก็เลยต้องลงสูตรตุนไว้ก่อนค่ะ

ไม่พูดพล่ามทำเพลงแล้ว วันนี้เราขอเสนอเค้กเนยสดผลงานชิ้นล่าสุดเวอร์ชั่นไม่เป็นไตเจ้าค่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันปกติแล้ว เวลาทำเค้กเนยส่วนมากเราต้องผสมแบบแยกไข่ขาว-แดงแทบทุกครั้ง วันไหนทำซ่าไม่แยกล่ะได้กินเค้กประเภทตรงโน้นนุ่ม มุมนี้แน่นประจำเลยค่ะ แต่กับสูตรนี้ทำ 3 ครั้งแล้วผ่านฉลุย ไม่มีไตมาให้คนทำเสียเซลฟ์เลยสักครั้ง เห็นงี้ก็เลยอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูปแล้วเอาสูตรมาแปะบล็อกเพื่อเป็นมงคลนิดนึงค่ะ

ส่วนผสม สำหรับพิมพ์โลฟขนาด 10x 20x 7 ซม.

  • แป้งเค้ก 120 กรัม
  • ผงฟู 1 ชช.
  • เกลือป่น 1/4 ชช.
  • เนยสด 100 กรัม
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • ไข่ไก่ขนาดกลาง 2 ฟอง
  • นมสด 50 กรัม
  • วานิลาบัทเทอร์ 1/2 ชช. (ถ้าไม่มีใช้วานิลาเอ๊กซ์แทร็คหรือกลิ่นวานิลาธรรมดาแทนก็ได้ค่ะ)
วิธีทำ นำพิมพ์เค้กมาทาเนยและโรยแป้งบางให้ทั่วพิมพ์หรือใครจะตัดกระดาษไขปูพิมพ์แทนการทาเนยก็ได้ค่ะ จัดการอุ่นเตาอบ ไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสด้วยนะคะ

ร่อนแป้งรวมกับผงฟูและเกลือ 2 รอบ แล้วพักไว้ก่อนค่ะ

นำเนยนุ่มๆ มาหั่นเป็นเต๋าเล็กๆ ใส่อ่างผสม

ตีเนยด้วยความเร็วต่ำจนเนยเนียนดี

ค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไปตีรวมกับเนยทีละนิดจนน้ำตาลหมดค่ะ

เปลี่ยนเป็นความเร็วสูง ตีไปเรื่อยๆ จนเนยกลายเป็นครีมฟูเบาสีขาวนวล ใช้เวลาตีประมาณ 5-6 นาทีค่ะ

ใช้ไม้พายปาดรอบขอบอ่างแล้วตอกไข่ใส่ลงไป 1 ฟอง ตีต่อด้วยความเร็วกลางจนไข่กับเนยเข้ากันดี ใช้เวลาตีประมาณ 1 นาทีค่ะ

เมื่อเข้ากันดีแล้วก็ตอกไข่อีกฟองใส่ลงตีให้เข้ากันดีอีกครั้ง ส่วนผสมจะมีลักษณะเป็นครีมเนียนเนยกับไข่ไม่แยกตัวกันค่ะ อย่าลืมปาดขอบอ่างด้วยนะคะ เสร็จแล้วก็ใส่วานิลาลงไปตีให้เข้ากันค่ะ

จากนั้นแบ่งประมาณ 1/4 ของส่วนผสมแป้งลงไปตีด้วยความเร็วต่ำสุดรวมกับส่วนผสมเนยแค่พอเข้ากัน

ใส่ 1/3 ของนมลงไปตีรวมกัน ทำสลับกันอย่างนี้จนส่วนผสมหมด (รวมแล้วแบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน นม 3 ส่วน เริ่มด้วยแป้งจบด้วยแป้งนะคะ) ย้ำว่าต้องตีด้วยความเร็วต่ำสุด (หรือใช้ตะกร้อมือหรือไม้พายคน) ใช้เวลาตีแป๊บเดียว เอาแค่พอเข้ากันกับส่วนผสมอื่นก็พอ ไม่งั้นน้องเค้กจะทั้งหนักทั้งแน่นเชียวค่ะ

ผสมเสร็จแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างนี้ค่ะ เนื้อแป้งเนียนดีไม่เหลวหรือข้นมากเกินไป นำส่วนผสมไปเทใส่พิมพ์แล้วเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน

นำไปวางบนชั้นกลางของเตาอบ ลดไฟเหลือ 160 องศาเซลเซียส อบไฟล่างอย่างเดียวประมาณ 40 นาที แล้วอบไฟบน-ล่างต่ออีกประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่าเค้กจะสุกค่ะ ทดสอบว่าเค้กสุกหรือยังโดยการนำไม้จิ้มฟันทิ่มตรงกลางเค้ก หากไม่มีแป้งติดไม้มาแสดงว่าเค้กสุกแล้วค่ะ (วันนี้เราอบไฟบน-ล่างตลอดเวลาของการอบเลย พอดีลืมปิดไฟบนในช่วงแรก เค้กก็เลยหน้าแตกอย่างที่เห็น แหะๆ)

เมื่อเค้กสุกแล้วก็นำออกจากเตาอบ วางพิมพ์ไว้บนตะแกรง พักเค้กให้อุ่นในพิมพ์ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงเคาะออกจากพิมพ์ พักเค้กไว้บนตะแกรงทิ้งไว้จนเย็นสนิทแล้วพันพลาสติกให้รอบเค้ก หุ้มด้วยกระดาษฟลอยด์อีกทีแล้วนำเข้าตู้เย็น ทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้เนื้อเค้กชุ่มเนยมากขึ้นแล้วค่อยนำออกมาตัดแบ่งกันทานนะคะ ตัดเค้กตอนที่ยังเย็นๆ อยู่จะทำให้ตัดได้เนื้อเค้กที่เรียบสวย แต่ตัดแล้วอย่าเพิ่งทานเลยนะคะ ทิ้งไว้ให้คลายความเย็นประมาณ 20 นาทีแล้วค่อยทานเนื้อเค้กจะนุ่มขึ้นค่ะ
บอกเพื่อนๆ ไปว่าควรนำเค้กแช่เย็น 1 คืนก่อนตัดทาน แต่นั่นมันทฤษฎีค่ะ ในทางปฏิบัติคุณซาลามี่ดิชั้นตัดทานตั้งแต่เค้กยังอุ่นนิดๆ อยู่เลย ตู้ยงตู้เย็นไม่ต้องแช่มันแล้วเพราะเค้กมันหายวับไปกับตาก่อนจะมีโอกาสได้เข้าไปนอนอยู่ในตู้เย็นค่ะ แต่จะว่าไปแล้วเราชอบทานตอนหลังอบประมาณ 1 ชม. ค่ะ แบบว่าวางเค้กไว้บนตะแกรง พอเย็นปุ๊บก็ตัดโซ้ยปั๊บ อร่อยนุ่มชุ่มเนย ถ้าแช่เย็นแล้วเราว่าเนื้อมันจะแน่นขึ้นหน่อย ไม่นุ่มเนียนลิ้นเหมือนตอนอบเสร็จใหม่ๆ น่ะค่ะ


Wednesday, May 5, 2010

แกงส้มผักรวม : sour soup with prawns and omelette

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อนเลิฟทำแกงเลียงใส่ผักตู้มๆ มาให้ อร่อยสุดๆ เลยแหละ งานนี้คุณปู้จายได้มีเอี่ยวนิดหน่อยเพราะเธอคุ้ยหาแต่ฟักทองกับเห็ดนางฟ้าเท่านั้น ผักอย่างอื่น เช่น ผักหวานเอย ซูคีนี่เอย เธอเมินฮ่ะ แกงเลียงของคุณเพื่อนเลยเสร็จโจรอุ้ย อร่อยสมกับที่กำลังอยากกินอยู่พอดี ถามว่าก็อยากกินขนาดนั้นแล้วทำไมเธอไม่ทำกินเองล่ะยะ คำตอบก็คือฮาโลวีนมันผ่านไปแล้ว หาฟักทองไม่ได้เลยเจ้าค่ะ
อ้อ.. แล้วแกงเลียงมันเกี่ยวอะไรกับแกงส้มที่ทำวันนี้ล่ะ จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวหรอกฮ่ะ เพียงแต่มันใส่ผักแยะเหมือนกัน แล้วก็ซดมันซดเพลินเหมือนกันด้วยไง เมื่อเย็นวานทำไปรอบนึงแล้วนะเนี่ย ติดใจมากมาย คุณซาลามี่ก็อร่อยด้วย แย่งเรากินอ่ะ วันนี้เลยทำเป็นมื้อเที่ยงสนองความอยากของตัวเองคนเดียวหมดเรื่องหมดราว แซ่บหลายๆ เลยค่า

เครื่องปรุงน้ำพริกแกงส้ม สำหรับรับประทาน 2 คน
  • พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำให้นิ่ม 3 ชต.
  • เกลือป่น 1 ชช.
  • หอมแดงปอกเปลือกหั่นเต๋าเล็ก 2 ชต.
  • กระเทียมปอกเปลือกหั่นเต๋าเล็ก 1 ชช.
  • กระชายซอยบางๆ 1 1/2 ชต.
  • กะปิดี 1 ชช.
  • เนื้อปลาต้มหรือนึ่งสุก 1-2 ขีด (เนื้อปลาเนี่ยชอบข้นมากใส่มาก ชอบใสๆ ก็ใส่น้อยๆ นะคะ)
เมื่อเตรียมเครื่องแกงพร้อมแล้วก็จัดการโขลกพริกแห้งกับเกลือรวมกันให้ละเอียด แล้วจึงใส่หอมแดง กระเทียม และกระชายลงไปโขลกต่อจนพริกแกงมีเนื้อละเอียดดี จากนั้นจึงใส่กะปิและเนื้อปลาลงไปโขลกรวมกับเครื่องแกงให้เข้ากันค่ะ (เราใช้วิธีบดแทนค่ะ เร็วดี แง่มๆ) ได้พริกแกงส้มแล้วเนอะ
เครื่องปรุงอื่นๆ
  • น้ำสะอาด 400 มล.
  • น้ำปลา 3 ชต.
  • น้ำมะขามเปียกคั้นข้นๆ 4-5 ชต. (แล้วแต่ความเปรี้ยวของมะขามค่ะ)
  • น้ำตาลปี๊บ 2-3 ช.
  • กุ้งสดแกะเปลือก ผ่าหลัง ไว้หาง 4-5 ตัว
  • ผักสด เช่น ดอกกะหล่ำ บล็อกโคลี่ หัวไชท้าว แครอท ผักกะเฉด ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว เป็นต้น
  • ไข่ไก่ขนาดใหญ่ 1 ฟอง (ถ้าชอบชะอมก็หั่นใส่ไปด้วยค่ะ คนที่บ้านเราไม่ชอบเลยซอยใบโหระพาใส่แทน)
วิธีทำ
วิธีคั้นน้ำมะขามเปียกของเราก็อย่างที่เห็นค่ะ นำมะขามเปียกใส่ถ้วย เติมน้ำอุ่นประมาณ 1/3 ถ้วยลงไป คั้นจนได้น้ำมะขามเปียกข้นๆ แบบนี้ค่ะ
จัดการล้างและหั่นผักสดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นก็หันไปตีไข่กับน้ำปลาประมาณ 1 ชช. และใบโหระพาจนฟู นำหม้อหรือกระทะใบเล็กสุดตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชลงไปประมาณ 2 ชต. พอน้ำมันร้อนก็ใส่ไข่ลงไปเจียวจนผิวด้านล่างเริ่มเกรียมกรอบ กลับด้านเจียวอีกด้านให้กรอบเหมือนกัน ตักขึ้นวางบนกระดาษซับน้ำมัน แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยม

จากนั้นก็นำน้ำสะอาดใส่หม้อตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดพล่านก็ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงไป รอให้น้ำเดือดอีกรอบจึงคนเครื่องแกงให้ละลายค่ะ เสร็จแล้วก็ใส่ผักที่แข็งๆ เช่น ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า แครอทลงไปก่อน ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ชิมรสเปรี้ยว เค็ม หวานกลมกล่อมค่ะ สุดท้ายใส่กุ้ง ผักที่เหลือ และไข่เจียวลงไป กดให้จมในน้ำแกง พอใกล้เดือดอีกรอบก็ปิดไฟ ตักเสิร์ฟร้อนๆ ค่ะ

ใครสนใจตักข้าวสวยร้อนมาแจมได้นะคะ พอดีข้าวบ้านนี้หมดคลังค่ะ ยังไม่ได้ซื้อเลย เด็กแบกกระสอบข้าวสารแถวๆ นี้ผลัดวันประกันพรุ่งมากๆ

ขนมปังมันฝรั่งไส้สังขยา



วันนี้ก็ทำขนมปังอีกแล้วล่ะค่ะ ไม่รู้เป็นไงหมู่นี้ผีขนมปังเข้าสิงอีกรอบ อยากทำแต่ขนมปังทุกวันเลย เมื่อวันก่อนลองทำขนมปังหน้าชีส อร่อยมั่กๆ แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ คุณปู้จายฉกไปหม่ำซะก่อน ไว้ทำอีกเมื่อไหร่รับรองไม่พลาดเก็บรูปมาฝากเพื่อนๆ แน่นอนค่ะ


สำหรับขนมปังวันนี้ตัวแป้งเราก็ใช้สูตร ขนมปังมันฝรั่งไส้ไก่ น่ะแหล่ะ มันนุ่มได้ใจดีค่ะ อีกอย่างนะเรามีมันฝรั่งเยอะแยะเลย ต้องรีบจับมาแปลงโฉมซะก่อนที่รากมันจะงอกออกมาทิ่มแทงใจ 55 ปังเราวันนี้หน้าตาเหี่ยวย่นเหมือนคนทำไม่มีผิด เนื้อมันนิ่มดีเหลือเกิน ไม่ได้อบกินเองนะคะ แต่ทำไว้ให้เพื่อนเลิฟไว้กินเป็นอาหารเช้าน่ะค่ะ ขึ้นรูป 2 แบบ คือรีๆ คล้ายลูกรักบี้ใส่ไส้ข้างในแล้วบีบไส้โรยหน้าอีกนิด กับอีกแบบแผ่แล้วปาดไส้ก่อนม้วนเป็นก้อนหอย อันนี้ไส้จะไม่ตู้มเท่าลูกรักบี้ ตอนนี้แพ็คให้คุณเพื่อนเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้หลังเลิกงานเธอคงแวะมาเอาค่ะ


Tuesday, May 4, 2010

Cheesecake Brownies : บราวนี่ชีสเค้ก



ปกติแล้วเราไม่ได้เป็นแฟนช็อคโกแล็ตเลยค่ะ ตอนอยู่เมืองไทยเป็นศัตรูกันด้วยซ้ำ ไม่กินอะไรที่มีช็อคโกแล็ตเป็นส่วนผสมเลย เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันหวานๆ ขมๆ แปลกๆ แต่พอมาอยู่ที่นี่ซึ่งมีช็อคโกแล็ตหลากหลายรสชาติให้เลือกชิม แม่สามีก็ขยันหารสแปลกๆ ใหม่ๆ มาให้ลองบ่อยจนสุดท้ายก็ชอบกินเป็นบางอย่างค่ะ ส่วนเค้กช็อคโกแล็ตนี่ไม่ชอบกินเลย แต่ถ้าเป็นพวกบราวนี่แล้วใจละลายค่ะ อีกอย่างชอบกินชีสเค้กด้วย พอจับบราวนี่กับชีสเค้กมารวมกันก็เลยเป็นอะไรที่โปรดปรานสุดๆ กินจนตัวพองไปหมดแล้วค่ะ

ส่วนผสม : สำหรับถาดอบขนาด 21x28 ซม. หรือพิมพ์กลมขนาด 20 ซม.
ส่วนครีมชีส
  • ครีมชีส 300 กรัม
  • น้ำตาลทราย 60 กรัม
  • ไข่ไก่ขนาดกลาง 1 ฟอง
  • วานิลา 1/2 ชช.
  • แป้งเอนกประสงค์ 1 ชต.
  • วิปปิ้งครีม 50 มล.
ส่วนผสมบราวนี่
  • semi-sweet chocolate 200 กรัม
  • เนยเค็ม 100 กรัม
  • ไข่ไก่ขนาดใหญ่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • ผงกาแฟ 1 ชต. (ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ค่ะ)
  • วานิลาบัทเทอร์ 1 ชช.
  • กลิ่นอัลมอนด์ 2 หยด
  • เกลือป่น 1 หยิบมือ
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 145 กรัม
วิธีทำ

อุ่นเตาอบไว้ที่ 350F/180C. แล้วทาถาดอบด้วยเนยบางๆ ให้ทั่ว ปูกระดาษไขรองถาดด้วยก็ดีค่ะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องปูค่ะ ทาเนยแล้วขนมไม่ติดถาดหรอก


เริ่มด้วยการทำตัวชีสเค้กก่อนนะคะ ใส่ครีมชีสนุ่มๆ ในอ่างผสม ใช้ตะกร้อมือคนให้เนียนดี ใส่น้ำตาลทรายและไข่ไก่ คนให้เข้ากันแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือทุกอย่างลงไปคนพอเข้ากัน พักไว้ก่อนค่ะ

จากนั้นก็มาทำส่วนบราวนี่ค่ะ จัดการละลายเนยกับช็อคโกแล็ตรวมกันในไมโครเวฟด้วยไฟอ่อนสุดประมาณ 1 นาที แล้วนำออกคนถ้าหากช็อคฯ ยังละลายไม่หมดก็นำเข้าไปเวฟต่ออีกครั้งละ 20 วินาที แล้วคนจนช็อคฯ ละลายหมดค่ะ หรือหากไม่มีไมโครเวฟก็นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟพอร้อนแต่ไม่เดือด นำช็อคโกแล็ตกับเนยใส่ชามอ่างที่มีขนาดใหญ่กว่าหม้อที่ต้มน้ำ วางอ่างบนหม้อน้ำ คนเป็นครั้งคราวจนช็อคโกแล็ตละลายหมด พักให้เย็นลงประมาณ 2 นาที

ใส่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ผงกาแฟ เกลือ วานิลา และกลิ่นอัลมอนด์ในอ่างผสมอีกใบ คนให้เข้ากันดีแล้วค่อยๆ เทช็อคโกแล็ตเป็นสายลงในอ่างไข่ ขณะเทช็อคฯ ก็ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมให้เข้ากันไปด้วยค่ะ จากนั้นใส่แป้งลงไปคนพอเข้ากันค่ะ


แบ่งส่วนผสมบราวนี่ประมาณ 2 ชต. เก็บไว้ ส่วนที่เหลือเทใส่ถาดหรือพิมพ์แล้วเกลี่ยให้เรียบ จากนั้นแบ่งส่วนผสมครีมชีส 1 ชต. มาใส่ไปส่วนบราวนี่ที่เราแบ่งไว้ คนให้เข้ากันเอาไว้ทำลายบนหน้าเค้กค่ะ (การผสมบราวนี่กับครีมชีสเพื่อแต่งหน้าช่วยให้ส่วนผสมไม่ข้นจนเกินไป ทำให้แต่งเป็นลายได้ง่ายและเรียบสวยกว่าใช้บราวหน้าล้วนๆ ค่ะ) ครีมชีสส่วนที่เหลือทั้งหมดก็เทใส่บนบราวนี่  ขยับพิมพ์ไปมาเพื่อให้หน้าเรียบ สุดท้ายตักครีมชีสบราวนี่ที่เราผสมไว้ใส่บนครีมชีสเป็นหย่อมๆ แล้วใช้ปลายตะเกียบหรือไม้จิ้มฟันแต่งให้เป็นลายตามชอบ นำเข้าอบไฟบน-ล่างประมาณ 30 นาทีค่ะ แต่ถ้าใส่พิมพ์กลมอาจต้องอบถึง 45 นาทีค่ะ ลองสังเกตดูนะคะ ถ้าหน้าขนมเซ็ตตัวดีแล้วค่อยเอาออกจากเตาค่ะ เมื่อสังเกตเห็นชีสเค้กเซ็ตตัวดีแล้วก็ให้ใช้ไม้จิ้มฟันทิ่มตรงกลางขนม หากมีเศษๆ ติดมาบ้างแบบไม่แฉะมากก็เอาขนมออกจากเตาอบได้เลยค่ะ อย่าอบนานเกินไปเดี๋ยวบราวนี่จะแห้งเกินไป ไม่อร่อยค่ะ


เมื่อนำขนมออกจากเตาอบแล้วพักให้เย็นในพิมพ์ก่อนนำไปใส่ตู้เย็นประมาณ 1 ชม. แล้วค่อยตัดทานนะคะ หากรีบตัดเดี๋ยวเค้กยังไม่เซ็ตตัวดี ตัดโช๊ะไปแล้วจะเละเทะดูไม่น่ากินค่ะ ตัดแล้วๆ รสชาติอร่อยดีค่ะ กินแล้วไม่ค่อยติดคอเหมือนบราวนี่ธรรมดา เรางี้กินหายๆ เลย ลืมตัวทุกทีว่าเดี๋ยวนี้ตัวเองน่ะฉุแล้วนะ 55


ส่วนรูปบนนี้ใช้บราวนี่สูตรเดียวกัน แต่เพิ่มน้ำตาลทรายไปอีก 10 กรัม + เฮเซลนัทอบให้หอมกรอบแล้วสับหยาบใส่ไปผสมในเนื้อบราวนี่ แล้วก็โรยหน้าด้วย ใส่ถาดอบแค่ประมาณ 20 นาทีเองค่ะ  ชอบทำจริงๆ เลยบราวนี่เนี่ย ผสมแป๊บๆ อบไม่นานก็ได้อร่อยกันล่ะ เพื่อนๆ ที่เป็นสาวกบราวนี่ลองทำดูนะคะ เผื่อจะถูกใจ แต่ถ้าทำบราวนี่อย่างเดียวตอนหม่ำต้องเตรียมนมสักแก้วมาไว้ดื่มด้วยเน้อ ไม่งั้นติดคอไม่รู้ด้วย อิอิ  ถ้าใครลองทำก็ขอให้อร่อยๆ กันทุกคนเลยนะคะ วันนี้ไปก่อนนอนก่อนล่ะน๊า ฝันดีทุกคนค่า จุ๊บๆ




Monday, May 3, 2010

ขนมปังแซนด์วิช : Sandwich Bread

สวัสดีจ้าพี่น้องผองเพื่อนแฟนบล็อกทุกคน เราต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายหน้าหายตาไปซะนาน ไม่ได้อัพบล็อกไปซะครึ่งปีเลย ก็ตั้งแต่โละครัวเก่าแล้วทำใหม่น่ะแหละค่ะ หลังจากใช้ครัวได้อีกครั้งตัวขี้เกียจมันก็เกาะแข้งเกาะขาหนึบหนับเลยปิดเตาอบไว้ซะยาวนาน ถ้าคนที่บ้านไม่ขอให้ทำขนมให้กินเนี่ยเราก็แทบจะไม่ได้ใช้เตาอบเลยค่ะ

วันนี้ไม่ได้แวะมาทักทายเพื่อนบล็อกเพียงอย่างเดียวนะคะ เราเอาสูตรขนมปังแซนด์วิชนุ่มๆ อร่อยๆ มาฝากทุกคนด้วยค่ะ ขนมปังสูตรนี้จะกินหวาน กินคาวก็ได้ จะกินแบบนุ่มๆ หรือปิ้งให้กรอบๆ ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้าเลยค่ะ มาดูสูตรกันเลยนะคะ 

ส่วนผสม สำหรับพิมพ์โลฟขนาด 30 x 11 ซม. หรือ 12" x 4.5"
  • แป้งขนมปัง 350 กรัม
  • แป้งเค้ก 150 กรัม
  • ยีสต์สด 21 กรัม (ยีสต์แห้ง 7 กรัม)
  • นมอุ่น 280 กรัม
  • น้ำตาลทราย 40 กรัม (ถ้าอยากให้ออกหวานหน่อยเพิ่มน้ำตาลอีก 10 กรัมค่ะ)
  • เนยสดจืด 55 กรัม
  • เกลือป่น 2 ชช. (ถ้าใช้เนยเค็มลดเกลือเหลือ 1 1/2ชช.)
  • วานิลา 1/2 ชช.
วิธีทำ 
หากใครใช้ยีสต์แห้งให้แบ่งนมอุ่นมาประมาณ 50 กรัม ใส่ถ้วยเล็กๆ เทยีสต์ใส่ลงไป เติมน้ำตาลทราย 1 หยิบมือ คนพอละลายแล้วพักไว้ในที่อุ่นให้ยีสต์ขึ้นประมาณ 10 นาทีค่ะ

ใส่ส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนย เกลือ และวานิลาในชามอ่าง ทำบ่อตรงกลาง บี้ยีสต์สดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่ในบ่อแป้ง (หรือเทยีสต์แห้งที่ละลายไว้ใส่ในบ่อแป้ง) ใช้ไม้พายคนพอแป้งจับตัวกันแล้วใช้ผ้าคลุมพักไว้ในที่อุ่นอีกประมาณ 15-20 นาทีให้ยีสต์ทำงานค่ะ

เมื่อครบเวลาแล้วก็ใส่เนย เกลือ และวานิลาลงไป ใช้เครื่องตีหัวเกลียวนวดด้วยความเร็วสูงประมาณ 5 นาทีจนแป้งไม่ติดขอบอ่าง จากนั้นก็นวดมือต่อจนแป้งเนียนมือและขึงเป็นฟิล์มบางๆ ได้ค่ะ

จากนั้นก็รวบแป้งเป็นก้อนกลม คลุมผ้าพักไว้ในที่อุ่นประมาณ 1 ชม. จนแป้งขึ้นเป็น 2 เท่า วิธีทดสอบว่าแป้งขึ้นได้ที่หรือยังก็ใช้นิ้วจิ้มที่โดว์ดู หากแป้งไม่เด้งกลับแสดงว่าใช้ได้แล้วค่ะ (หากใครใช้เครื่องทำขนมปังนวดให้ก็ใส่ส่วนผสมทุกอย่างในเครื่องแล้วนวดและพักแป้งตามโปรแกรมตามเครื่องเลยค่ะ)
 
เมื่อแป้งขึ้นดีแล้วก็นำมาคลึงไล่ลมประมาณ 2-3 นาที แล้วนำมาแบ่งเป็น 2 ก้อนเท่าๆ กัน จากนั้นก็แผ่แป้งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ 30 ซม. ม้วนแป้งเข้าหากัน นำไปใส่พิมพ์ที่ทาเนยไว้บางๆ จนทั่ว (ใครขี้เกียจแบ่งแป้งจะทำเป็นก้อนเดียวใส่พิมพ์เลยก็ได้ค่ะ) คลุมผ้าพักไว้ในที่อุ่นอีกประมาณ 45-60 นาทีหรือจนแป้งขึ้นเต็มพิมพ์ค่ะ

เมื่อแป้งขึ้นเกือบเต็มพิมพ์แล้วก็อุ่นเตาอบไว้ที่อุณภูมิ 225 องศาเซลเซียสค่ะ เมื่อความร้อนได้ที่ให้ใช้ขนแปรงนุ่มๆ ชุบนมสดทาหน้าขนมปัง แล้ววางพิมพ์ขนมปังบนตะแกรงชั้นที่ 2 จากล่าง ลดไฟเหลือ 170 ซี อบจนขนมปังมีสีเหลืองทองสวย ใช้เวลาอบประมาณ 25-30 นาที หรือจนหน้าขนมปังมีสีเหลืองทองสวยค่ะ

เมื่อขนมปังสุกสีสวยดีแล้วก็นำออกจากเตาอบ ทาเนยที่หน้าขนมปังทันทีตอนที่ยังร้อนๆ เพื่อเพิ่มความเงางามและได้กลิ่นเนยหอมๆด้วยค่ะ เสร็จแล้วก็นำขนมปังออกจากพิมพ์ วางไว้บนตะแกรงจนเย็นสนิท แล้วถึงใช้เครื่องตัดขนมปังหรือมีดฟันเลื่อยตัดเป็นชิ้นๆ ค่ะ

เนี่ยค่ะ เย็นสนิทแล้วจัดการเฉือนเป็นชิ้นๆ ได้เลย ห้ามตัดตอนยังอุ่นอยู่นะคะ ไม่งั้นเนื้อปังจะไม่เรียบสวย อีกอย่างขนมปังนี้มันนิ่มมาก ถ้าตัดตอนที่ยังไม่เย็นสนิทแล้วจะหั่นยากส์มั่กๆ เลยเชียวค่ะ หั่นเสร็จแล้วก็ใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่นหนาเพื่อกันอากาศเข้า ขนมปังจะได้นิ่มนานๆ ค่ะ ถึงตอนนี้ใครจะกินแบบนิ่มๆ หรือปิ้งให้กรอบๆ ก็ตามชอบกันเลยค่ะ