Monday, September 28, 2009

สลัดไส้กรอก : Ring Bologna Salad

ปกติที่บ้านจะทำอาหารไทยมากกว่าอาหารฝรั่งค่ะ แต่ก็มีบ้างบางวันที่อยากกินอาหารฝรั่งง่ายๆ กับขนมปังกรอบนอกนุ่มในขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ เหมือนกับวันนี้ที่กิน Wurstsalat กับขนมปัง Ciabatta นานๆ กินทีก็อร่อยดีเหมือนกันค่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ส่วนผสมโดยประมาณ
สำหรับ 2 ท่าน
  1. ring bologna 200 กรัม จะเป็นหมูหรือไก่ก็ตามใจเลยค่ะ
  2. แตงกวาดองลูกเล็ก 5-6 ลูก
  3. มะเขือเทศสีดา 10 ลูก
  4. หอมหัวใหญ่ขนาดเล็ก 1 หัว
  5. หัวแรดดิช 3 หัว
  6. ต้นหอมเล็กซอยหยาบๆ 1 ชต.
  7. ไข่ต้ม 1 ฟอง
  8. เกลือป่น 1/3 ชช.
  9. พริกไทยดำบดละเอียด 1/2 ชช.
  10. น้ำแตงกวาดอง 2 ชต.
  11. remoulade หรือมายองเนส 1 ชต.
  12. ซอสแม็กกี้ 1/2 ชช.
วิธีทำ
นำไส้กรอกมาหั่นเป็นเส้นสั้น-ยาว-หนา-บาง ตามชอบค่ะ จากนั้นก็หั่นแตงกวาดองเป็นชิ้นบางๆ มะเขือเทศหั่นเต๋า หอมหัวใหญ่ส่วนนึงซอยละเอียด ที่เหลือหั่นเป็นวงไว้แต่งจานค่ะ ส่วนแรดดิชก็หั่นชิ้นบางๆ ค่ะ

เสร็จแล้วก็หันมาทำน้ำสลัดกันค่ะ โดยการผสมเกลือ พริกไทย น้ำแตงกวาดอง มายองเนส และแม็กกี้ในในชามสลัด คนให้เข้ากันดี ชิมรสจนเป็นที่พอใจ อ่อนเปรี้ยวเติมน้ำส้มสายชูนิดหน่อย อ่อนเค็มใส่เกลือเพิ่ม อยากได้รสชาติครีมเข้มข้นก็เพิ่มมายองเนสไปค่ะ อ้อ... บางคนไม่ชอบทานพวกมายองเนส ก็ใส่น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกแทนในส่วนนี้ได้นะคะ

เมื่อปรุงรสน้ำสลัดได้ที่แล้วก็ใส่ไส้กรอกที่หั่นไว้รวมทั้งผักทุกอย่างใส่ลงไปในชามสลัดคลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับน้ำสลัด ใช้พลาสติกแร็ปปากชามให้มิด หรือจะเทใส่ภาชนะที่มีฝาปิดก็ได้ค่ะ นำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 ชม. ให้น้ำสลัดซึมเข้าส่วนผสมดี นำออกจากตู้เย็นอย่างน้อย 1/2 ก่อนเสิร์ฟค่ะ

เมื่อถึงเวลาเสิร์ฟก็ตักใส่จาน แต่งหน้าด้วยหอมใหญ่ที่หั่นวงไว้และไข่ต้มที่หั่นแป็นแผ่นบางๆ ทานคู่กับขนมปังหรือกับ roast potatoes ก็ไม่เลวค่ะ แค่นี้ก็ได้มือเย็นที่ง่ายๆ แต่อร่อยไว้เอาใจคุณพ่อบ้านกันแล้วค่ะ


Wednesday, September 23, 2009

ลาซานญ่าซอสเนื้อ : lasagne bolognese


ส่วนผสม สำหรับรับประทาน 3 คน
  1. หมู/เนื้อวัว/หมู+เนื้อวัว สับละเอียด 400 กรัม
  2. น้ำมันมะกอก 2 ชต.
  3. หอมหัวใหญ่ 1 หัว
  4. พริกไทยดำบดละเอียด 1 ชช.
  5. เกลือป่น 1 ชช.
  6. ผงปาปริก้า 1/2 ชต.
  7. ออริกาโนแห้ง 1 ชช.
  8. marjoramแห้ง 1 ชช.
  9. ซอสมะเขือเข้มข้น (tomato puree) 300 มล.
  10. tomato paste (แบบหลอด) 2-3 ชต.
  11. มัสตาร์ด 1 ชช.
  12. กระเทียม 2 กลีบ (ประมาณ 1 1/2 ชต.)
  13. พาร์สลีย์สด 1 ชต.
  14. บาซิลสด 1 ชต.
  15. ไวน์ขาว 80 มล.
  16. น้ำซุปหรือน้ำสะอาด 100 มล.
  17. วิปปิ้งครีม 100 มล. (ใช้นมสดแทนได้ค่ะ)
  18. แป้งอเนกประสงค์ 1 ชช.
  19. แผ่นลาซานญ่า 8-10 แผ่น
  20. พาร์มีซาน 1/2 ถ้วย (หรือมากน้อยตามชอบค่ะ)
  21. บาซิล+พาร์สลีย์ซอยละเอียดรวมกัน 1 ชต. สำหรับโรยหน้าลาซานญ่าในแต่ละชั้น
วิธีทำ
หอมหัวใหญ่ปอกเปลือกแล้วสับละเอียด กระเทียมปอกเปลือกสับละเอียด พาร์สลีย์กับบาซิลซอยละเอียดรวมกันไว้ค่ะ แผ่นลาซานญ่าที่เห็นในรูปเป็นแบบที่ไม่ต้องต้มก่อนค่ะ ส่วนในถ้วยตวงนี้คือซอสมะเขือเทศเข้มข้นค่ะ

นำกระทะหรือหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำมันมะกอกลงไป พอร้อนใส่หอมใหญ่และเนื้อสับลงไปผัดรวมกัน พอเริ่มส่งกลิ่นหอม และหมูเริ่มเปลี่ยนสีบ้างก็ใส่ออริกาโน marjoram พริกไทย เกลือ และผงปาปริก้า คนให้เข้ากัน ผัดไปเรื่อยๆ จนเนื้อสุกดี อย่าลืมใช้ทัพพีบดเนื้อให้แตกและไม่จับตัวกันเป็นก้อนด้วยนะคะ

จากนั้นก็ใส่ซอสมะเขือเทศเข้มข้น tomato paste และมัสตาร์ดลงไปคนให้เข้ากัน ตุ๋นประมาณ 5 นาที จึงใส่น้ำซุป เร่งไฟแรงให้ซอสเดือดแล้วเทไวน์ใส่ลงไปคนให้เข้ากัน ตุ๋นต่ออีก 10 นาทีค่ะ

ใส่กระเทียมสับ บาซิล และพาร์สลีย์ลงไปคนให้เข้ากัน ปิดฝาหม้อตุ๋นประมาณ 45 นาที หรือจนซอสข้น ชิมรสตามชอบ หากรสชาติอ่อนไปก็ปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือและพริกไทย เมื่อพอใจแล้วก็ปิดไฟพักไว้ก่อนค่ะ

ตอนนี้มาทำซอสขาวกันค่ะ นำวิปปิ้งครีมใส่หม้ออีกใบ ใส่แป้งลงไป โรยพริกไทยและเกลืออีกนิด คนให้เข้ากัน นำหม้อตั้งไฟ คนตลอดเวลาจนครีมข้นก็ยกลงค่ะ

ต้มแผ่นลาซานญ่าในน้ำเดือดที่ใส่น้ำมันพืช ลงไปนิดหน่อยประมาณ 3-4 นาที (วันนี้เราใช้แผ่นลาซานญ่าแบบไม่ต้องต้มก่อนค่ะ) เปิดเตาอบไว้ที่ 180ซี ด้วยนะคะ

จากนั้นก็นำถาดหรือพิมพ์ที่จะใช้อบลาซานญ่ามาทาน้ำมันมะกอกบางๆ ให้ทั่วพิมพ์ ตักน้ำซอสราดให้ทั่วฐานพิมพ์ วางแผ่นลาซานญ่าลงไปรองก้นพิมพ์ แล้วตักซอสเนื้อราดกลบให้ทั่วแผ่นเหมือนในรูปบนขวามือนะคะ เสร็จแล้วก็ราดด้วยซอสขาว โรยพาร์มีซาน ตามด้วยพาร์สลีย์และบาซิลที่ซอยละเอียดเตรียมไว้สำหรับโรยหน้า โปะด้วยแผ่นลาซานญ่าเหมือนรูปล่างซ้าย ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมหมดแผ่นลาซานญ่า ด้านบนสุดให้โรยพาร์มีซานหนาๆ หน่อยนะคะ (ถ้าอยากให้หน้าลาซานญ่ากรอบไม่แฉะเหมือนในรูปก็ไม่ต้องราดซอสขาวหลังจากราดซอสเนื้อบนแผ่นสุดท้ายนะคะ ให้โรยพาร์มีซานเลย อบเสร็จแล้วหน้าจะกรุบๆ อร่อยดีค่ะ พอดีครั้งนี้เรามีซอสขาวเหลือเยอะ ก็ราดมันให้หมด อบเสร็จแล้วหน้าถึงได้แฉะอย่างที่เห็นค่ะ)

นำเข้าอบประมาณ 25-30 นาทีหรือจนชีสมีสีสวยค่ะ เสร็จแล้วก็นำออกมาพักให้อุ่นประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ได้เวลาอร่อยกันแล้วค่ะ

Friday, September 18, 2009

แกงเผ็ดฟักทอง : Spicy pumpkin soup

เราเนี่ยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของฟักทองค่ะ ปลื้มอาหารและขนมทุกอย่างที่ทำจากฟักทองเลย แต่เสียดายที่อยู่ที่นี่หาซื้อค่อนข้างยาก จะออกมาเยอะช่วงปลายเดือนหน้าขึ้นไป ตอนนี้มีขายบ้างประปรายแต่ก็แพงเหลือเกิน เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปซื้อที่ตลาดมาลูกนึง อุตส่าห์เลือกลูกเบาสุดแล้วนะ แต่ก็โดนไป 3.90 ยูโรแน่ะ คือช่วงนี้มันยังมีน้อยเค้าก็เลยขายเป็นกิโลๆ ละ 2.50 ยูโรค่ะ เห็นราคาแล้วซีดแต่ก็ซื้อเพราะอยากกินมาก

พอได้มาแล้วก็ว่าจะเอาไปทำสังขยาฟักทองครึ่งนึง ที่เหลือก็จะทำฟักทองผัดไข่กับแกงเผ็ดฟักทองเนี่ยแหละ ทีนี้พอเอาเข้าจริงคุณผู้ชายดันอยากกินแกงกับผัดติดๆ กันทั้งสองวัน โครงการที่จะทำสังขยาฟักทองของอะฮั้นเลยมีอันต้องพับไป แง๊งงงงงง

ส่วนผสมเครื่องแกงเผ็ด
  1. ลูกผักชีคั่ว 1 ชต.
  2. ยี่หร่าคั่ว 1 ชช.
  3. พริกไทยเม็ด 5 เม็ด
  4. พริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำให้นิ่ม 10 เม็ด
  5. กระเทียมกลีบเล็ก 6 กลีบ
  6. ตะไคร้ซอยละเอียด 1 ชต.
  7. ข่าหั่นละเอียด 1 ชช.
  8. ผิวมะกรูดซอยละเอียด 1/2 ชต.
  9. หอมแดง 2 หัว
  10. เกลือป่น 1 ชช.
  11. ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ใบ
  12. กะปิดี 1/2 ชต.
วิธีทำ

โขลกลูกผักชีคั่ว ยี่หร่าคั่วและพริกไทยเม็ดรวมกันให้ละเอียด ใส่พริกแห้ง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด และหอมแดงโขลกจนละเอียดเข้ากันดี สุดท้ายใส่เกลือป่น ใบมะกรูดหั่นฝอย และกะปิลงไปโขลกพอเข้ากันค่ะ

ส่วนผสมโดยประมาณ สำหรับ 2 คน
  • ฟักทองมันๆ 300 กรัม 
  • กะทิกล่อง 200 มล.
  • เนื้อหมูหรือเนื้อไก่ 150 กรัม
  • พริกแกงเผ็ด 2 ชต.
  • น้ำปลา 2 ชต.
  • น้ำตาลทราย 1/4 ชช.
  • ใบโหระพา 1 ถ้วย
วิธีทำ
ล้างฟักทองให้สะอาดแล้วหั่นชิ้นพอคำ หั่นเนื้อหมูหรือเนื้อไก่เป็นริ้วๆ ไม่หนาหรือบางจนเกินไปค่ะ ใส่กะทิราวๆ 1/3 ถ้วยลงไปในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลางจนเดือด ใส่พริกแกงเผ็ดลงไปผัดให้หอมและกะทิแตกมัน จากนั้นใส่เนื้อที่หั่นไว้ลงไปผัดจนเริ่มเปลี่ยนสีค่ะ

จากนั้นเติมกะทิที่เหลือลงไป (หากเห็นว่าน้ำแห้งไปก็เติมน้ำสะอาดเพิ่มไปหน่อยค่ะ) ปล่อยให้เดือดแล้วใส่ฟักทองลงไปคนให้เข้ากัน ปิดฝาต้มประมาณ 7-8 นาทีจนฟักทองสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทรายค่ะ สุดท้ายใส่ใบโหระพาลงไป กดให้จมในน้ำแกงก็ปิดไฟเลยค่ะ

Thursday, September 17, 2009

คุ๊กกี้ช็อคโกแล็ตชิป : chocolate chip cookies

เราเคยทำคุ๊กกี้ช็อคชิปมา 2-3 สูตร ตัวเองไม่ได้ชอบกินอะไรหรอกค่ะ แต่เห็นพ่อบ้านชอบก็เลยอยากหาสูตรอร่อยๆ มาทำให้กิน แต่สรุปแล้วที่เคยทำมาไม่ค่อยพอใจเท่าไร คือพอกินได้แต่ก็ยังไม่ใช่ และแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วต้องไปบ้านกินข้าวบ้านแม่ เราเห็นว่าพ่อชอบกินคุ๊กกี้ก็เลยตัดสินใจทำคุ๊กกี้ช็อคชิปสูตรใหม่ที่เพิ่งได้มาดู ผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจค่ะ หอม หวาน มัน กรอบอร่อยทั้งชิ้น กินเพลินทั้งคนทำและคนชิมตามเคย 55

แต่ดูเหมือนเราจะทำชิ้นมโหฬารเกินไปนะคะ กินชิ้นเดียวอิ่มเลยอ่ะ สูตรผสมที่บอกไว้ข้างล่างนี้เราทำได้แค่ 18 ชิ้นเอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกินชิ้นเดียวอิ่ม 55

ส่วนผสม : สำหรับคุ๊กกี้ประมาณ 20 ชิ้น

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 170 กรัม
  • ผงฟู 1/3 ชช.
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ชช.
  • เนยนุ่มๆ 100 กรัม
  • น้ำตาลทราย 90 กรัม
  • น้ำตาลสีรำ 50 กรัม
  • เกลือป่น 1/4 ชช.
  • ไข่ 1 ฟอง
  • วานิลาบัทเทอร์ 1 ชช. (ถ้าไม่มีใช้วานิลาเอ๊กซ์แทร็คหรือกลิ่นวานิลาธรรมดาแทนก็ได้ค่ะ)
  • semisweet chocolate chips 100 กรัม
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบแล้วสับหยาบ 80 กรัม
วิธีทำ

อุ่นเตาอบไว้ที่ 180°C ปูกระดาษไขรองถาดอบไว้ด้วยค่ะ จากนั้นจัดการร่อนแป้งรวมกับผงฟูและเบกกิ้งโซดา 2 ครั้ง ผสมน้ำตาลทรายทั้งสองชนิดและเกลือรวมกัน พักไว้ก่อนค่ะ

เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็จัดการหั่นเนยเป็นเต๋าใส่อ่างผสม ตีด้วยความเร็วต่ำจนเนียนดีแล้วแล้วเปลี่ยนความเร็วกลาง ค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไปตีรวมจนน้ำตาลหมดและเนยเริ่มฟู จากนั้นก็ใส่ไข่และวานิลาลงไปตีพอเข้ากันค่ะ

ใส่ส่วนผสมแป้งลงไปตีด้วยความเร็วต่ำสุดหรือใช้ไม้พายคนก็ได้ค่ะ ใช้เวลาผสมไม่นานนะคะ คนแค่พอเข้ากันก็พอค่ะ สุดท้ายใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์สับและช็อคโกแล็ตชิปส์ คนแป๊บๆ 2-3 ครั้งพอเข้ากันค่ะ

ปั้นโดว์เป็นก้อนกลมๆ ขนาดลูกวอลนัท ใครจะใช้ที่ตักไอติมหรือช้อนชา 2 คันช่วยในการปั้น หรือใช้มือปั้นเลยก็ได้ค่ะ ปั้นเสร็จแล้วนำไปวางบนถาดอบที่ปูกระดาษไขไว้ กดให้แบนนิดๆ กดนิดเดียวพอนะคะเพราะอบแล้วมันจะขยายอีก เรากดแบนไปหน่อยอบแล้วเลยแบนแต๊ดแต๋ แหะๆ เมื่อปั้นจนเต็มถาดแล้วก็นำเข้าอบประมาณ 12 นาทีหรือจนกว่าคุ๊กกี้จะสุกมีสีน้ำตาลทอง นำถาดออกจากเตาอบ พักคุ๊กกี้บนถาดประมาณ 2 นาทีแล้วจึงแซะออกวางบนตะแกรงให้เย็นอุณหภูมิห้องก่อนเก็บใส่โหลค่ะ


Wednesday, September 16, 2009

บาเก็ตต์สูตรเร่งรัด : Quick Baguette

วันนี้ลองทำบาเก็ตต์แบบเร่งรัดฉลองพิมพ์บาเก็ตต์ป้ายแดงค่ะ สูตรนี้ถูกใจสุดๆ รวดเร็วทันใจ รวมเวลาทำและอบแล้วประมาณ 3 ชั่วโมงก็ได้กินแล้ว ไม่เหมือนบาเก็ตต์สูตรคลาสสิกที่ต้องใช้เวลาทั้งวันกว่าจะได้อบ ผลที่ได้เนี่ยคนทำกรี๊ดมากๆ เกือบเพอร์เฟกต์แล้ว เสียแต่หน้ามันไม่แตกกระจุย นอกนั้นเหมือนที่วิ่งไปซื้อที่ร้านมากินเลยค่ะ เปลือกกรอบๆ เนื้อเหนียวนุ่ม แบบว่าหั่นกินปุ๊บก็ผิวปากฮัมเพลง...ใช่เลย... ทันที ดีใจ๊ดีใจ เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้ามีเวลาจะทำอีกรอบ ทำมันซ้ำๆ ทุกวัน หน้าบาเก็ตต์ไม่เพล้งแม่ไม่เลิก ก๊ากกก

อบเสร็จแล้วตอนพักให้เย็นบนตะแกรง พ่อบ้านกลับมาจากที่ทำงานพอดี เข้าไปด้อมๆ มองๆ แล้วถามว่าทำไมไม่โรยแป้งนวลเลยล่ะวันนี้ ก็เราอยากได้แบบเงาวาวน่ะเลยไม่โรยแป้งสักนิด ตอนขึ้นรูปก็ไม่โรยแป้งที่โต๊ะค่ะ พยายามไม่ใช้แป้งนวลเลยเพื่อให้ได้ผิวเหลืองสวยอย่างที่ต้องการน่ะค่ะ

บาเก็ตต์สูตรกินวันนี้นะเฟร้ย (Quick Baguette)
ส่วนผสม ก.
  1. แป้งขนมปัง 100 กรัม
  2. ยีสต์สด 15 กรัม (ยีสต์แห้ง 5 กรัม)
  3. น้ำอุ่น 100 กรัม
ใส่ยีสต์ในน้ำอุ่นแล้วคนให้ยีสต์ละลายหมด ใส่แป้งในชามผสมใบใหญ่ เทน้ำที่ละลายยีสต์ไว้ลงไป ใช้เครื่องตีหัวเกลียวคนๆ ให้แป้งเข้ากับน้ำก่อนนวดความเร็วสูงประมาณ 1 นาที ใช้ผ้าคลุมอ่างพักไว้ 30 นาทีค่ะ

ส่วนผสม ข.
  1. แป้งขนมปัง 200 กรัม
  2. น้ำอุ่น 50 กรัม
  3. วิปปิ้งครีม/เฮฟวี่ครีม 30 กรัม
  4. น้ำตาลทราย 10 กรัม
  5. เกลือป่น 6 กรัม
เมื่อพักแป้ง ก. ครบเวลาแล้วก็ใส่ส่วนผสม ข. ทั้งหมดในอ่างแป้งที่นวดไว้ จัดการนวดส่วนผสมทุกอย่างรวมกันจนแป้งเนียนมือ และหลุดจากขอบอ่างอย่างง่ายดาย เสร็จแล้วก็รวบแป้งเป็นก้อนกลม คลุมผ้าพักไว้ในที่อุ่น 30 นาที เมื่อครบเวลาแล้วก็นำมาคลึงไล่ลมให้ทั่วก่อนรวบเป็นก้อนกลม พักต่ออีก 30 นาทีค่ะ

เมื่อพักแป้งรอบที่สองครบ 30 นาทีแล้วก็แบ่งแป้งเป็นสองก้อนโดยไม่ต้องคลึงไล่ลม นำแป้งมาแผ่นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พับหัวท้ายเข้าหากัน ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดตรงกลางให้แน่นแล้วพับทบกันอีกที บีบริมแป้งให้ติดกันดีแล้วจับคว่ำนำด้านรอยต่อไว้ด้านล่าง พักไว้ประมาณ 20 นาทีเพื่อให้แป้งยืดหยุ่นดีค่ะ

เมื่อครบ 20 นาทีแล้วก็นำแป้งมาแผ่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พับหัวท้าย แล้วทบกันอีกครั้ง คลึงให้ได้ความยาวที่ต้องการแล้ววางโดว์บนพิมพ์บาเก็ตต์หรือหากไม่มีพิมพ์ก็วางบนถาดอบที่มีรูหรือถาดอบธรรมดาที่ทาเนยบางๆ ก็ได้ค่ะ (หากต้องการดูภาพวิธีทำที่ชัดเจนรบกวนคลิกที่ภาพนะคะ พอดีเราลืมฝากรูปไว้ที่โฮสต์ โหลดจากบล็อกแทนเลย รูปหน้าบล็อกจึงไม่ค่อยชัดค่ะ)

เมื่อวางแป้งบนพิมพ์แล้ว ใช้ผ้าคลุมไว้กันลม พักให้ขึ้นอีก 30-45 นาทีหรือจนกว่าแป้งจะขึ้นประมาณเท่าครึ่ง จากนั้นก็อุ่นเตาอบไว้ที่ 250 องศาเซลเซียส ระหว่างอุ่นเตาอบก็หามีดคมๆ มากรีดแป้งเป็น 4 รอย เสร็จแล้วก็ใช้แปรงนุ่มๆ จุ่มน้ำทาผิวโดว์ให้ทั่ว หรือใช้สเปรย์ฉีดน้ำทั่วๆ โดว์แทนก็ได้ค่ะ

ระหว่างนั้นก็ต้มน้ำประมาณ 250 มล. ให้เดือด เมื่อเตาอบร้อนได้ที่ก็นำถาดอบเข้าวางบนชั้นกลางของเตาอบ เทน้ำร้อนใส่ชามทนไฟวางไว้บนพื้นเตาอบแล้วฝาเตาอบทันที อบไฟ 250 องศาเซลเซียสประมาณ 8 นาที แล้วลดไฟเหลือ 190 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 20 นาทีจนขนมสุกมีสีเหลืองทองค่ะ

เมื่อบาเก็ตต์สุกดีแล้วก็นำแปรงชุบน้ำทาผิวบาเก็ตต์ให้ทั่วเพื่อความเงางามก่อนนำถาดอบออกจากเตาอบค่ะ จากนั้นวางขนมไว้บนตะแกรงพักให้เย็น ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาอร่อยของเราแล้วค่ะ ใครจะทำเป็นแซนด์วิช จะกินคู่กับไส้กรอก ชีส ซาลามี่ จะดัดแปลงเป็นขนมปังพิซซ่า หรือขนมปังกระเทียมก็ตามสะดวกเลยค่ะ

รูปที่ยังไม่ตัดคือล็อตใหม่ที่อบเมื่อวานค่ะ หน้าแตกมากขึ้นกว่าครั้งแรกแต่ก็ยังไม่กระจุยกระจายอย่างที่ต้องการ รูปไม่ควรสวยเพราะถ่ายตอนแสงหมดแล้ว ต้องพึ่งแสงไฟนีออนสีก็เลยแปร๋นอย่างที่เห็น พยายามปรับยังไงก็ไม่สำเร็จค่ะ ไว้ถ้าได้ทำใหม่อีกรอบจะเอารูปมาเปลี่ยนนะคะ


มาคารองกล้วยหอม : Banana Macarons

มาคารองรสนี้ก็อร่อยค่ะ หอมๆ หวานๆ มันๆ ได้ครบทั้งรสทั้งกลิ่นจากกล้วยหอม มะพร้าวอบ และอัลมอนด์ ถาดแรกที่อบเนี่ยเรากินแบบเปล่าๆ ไม่ทาไส้เลย อร่อยมากๆ กินเพลินเชียวค่ะ ชอบๆ

ส่วนผสม สำหรับมาคารงประมาณ 10-12 คู่
  • อัลมอนด์มีล 35 กรัม
  • มะพร้าวอบแห้งบดละเอียด 5 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 65 กรัม
  • ไข่ขาวอุณหภูมิห้อง 35 กรัม (ประมาณไข่เบอร์เอ็ม 1 ฟอง)
  • เกลือ 1 หยิบมือ
  • น้ำตาลทราย 10 กรัม
  • กล้วยหอมสุกบดละเอียด(ประมาณเกือบๆ 1 ชช.หรือจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ)
  • สีเหลือง 1-2 หยด
วิธีทำ
เตรียมถาดอบปูกระดาษไขรองไว้ให้เรียบร้อย นำถุงบีบใส่หัวบีบกลมวางไว้บนถ้วยหรือแก้วทรงสูง เตรียมไว้ให้พร้อมเลยค่ะ



ผสมอัลมอนด์มีลกับมะพร้าวอบแห้งบดและน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกันแล้วนำไปบดอีก ครั้ง เสร็จแล้วก็นำไปร่อนผ่านตะแกรงตาห่าง 1 ครั้งค่ะ จากนั้นก็จัดการตีไข่ขาวกับสีเหลืองและเกลือด้วยความเร็วต่ำจนเป็นฟอง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นความเร็วสูง ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไปตีผสมจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนและผิวขึ้นเงาค่ะ จากนั้นใส่กล้วยหอมบดบดลงในไข่ขาว แล้วแบ่งส่วนผสมแห้งลงไปตะล่อมด้วยพายยางรวมกับไข่ขาวอย่างเบามือจนเข้ากันดี เราแบ่งใส่ 3-4 ครั้งค่ะ


เทส่วนผสมใส่ถุงบีบแล้วบีบลงบนถาดที่เตรียมไว้ให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 ซม. และบีบให้มาคารงห่างกันประมาณ 5 ซม. ค่ะ เมื่อบีบจนส่วนผสมหมดแล้วก็พักมาคารงไว้ประมาณ 30 นาทีจนผิวแห้งดี เตรียมส่งเข้าเตาอบได้ค่ะ

อุ่นเตาอบ 160 องศาเซลเซียส วางถาดตรงชั้นกลางของเตาอบ ใช้ไม้คั่นฝาเตาอบให้แง้มไว้ตลอดเวลา อบไฟล่างอย่างเดียวประมาณ 10 นาที หรือจนกว่าจะสุก นำออกจากเตาอบแล้วพักขนมไว้บนถาดประมาณ 5-10 นาทีแล้วค่อยแซะขนมออกวางบนตะแกรง พักไว้ให้เย็นสนิทจึงใส่ไส้ หรือเก็บใส่กล่องปิดฝามิดชิดแล้วแช่เย็นไว้ทานได้หลายวันเลยค่ะ


ไส้บัตเตอร์ครีมกล้วยหอม
  • เนยสด 50 กรัม
  • น้ำตาลทราย 10 กรัม
  • กล้วยหอมสุกบดละเอียด 50 กรัม
  • สีเหลือง 1 หยด
นำกล้วยบดกับน้ำตาลทรายใส่หม้อตั้งไฟกลาง กวนไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายหมดและกล้วยเริ่มข้นเหนียว ปิดไฟ พักให้เย็น ตีเนยสดให้เนียน แล้วจึงตักแยมกล้วยใส่เนยทีละน้อย ตีรวมกันจนเนียนดีใส่สีเหลืองลงไปตีพอเข้ากัน นำบัตเตอร์ครีมที่ได้ไปทามาคารอง 1 ชิ้น แล้วนำอีกชิ้นมาประกบค่ะ

Wednesday, September 9, 2009

ขนมปังเปลือกกรอบ : Kaiserbrötchen

วันนี้ลองทำ Kaiserbrötchen อีกรอบค่ะ ตอนทำไม่ได้คาดหวังว่าจะออกมาดีนะเนี่ย เพราะสองครั้งก่อนที่ลองทำยังไม่ค่อยอร่อย แต่วันนี้ออกมาดีสมใจ เปลือกบางกรอบ ข้างในเหนียวฟูนุ่มอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ

ขนมปังสูตรนี้จริงๆ แล้วก็แทบไม่ต่างจากแบร์ลีนเนอร์ชริพเพนเลย เป็นขนมปังขาวเปลือกบางกรอบคล้ายๆ กันค่ะ แต่ Kaiserbrötchen นี้บางคนก็อบแบบคลุกเมล็ดพืช บางคนชอบแบบเรียบๆ ก็ไม่ต้องคลุก ใครจะใช้สูตรของชริพเพนแล้วนำมาขึ้นรูปแบบนี้แทนก็ได้นะคะ

ส่วนผสม สำหรับขนมปัง 5 ก้อน
ส่วนผสม ก.
  1. ยีสต์สด 12 กรัม (ยีสต์แห้ง 4 กรัม)
  2. น้ำอุ่น 70 กรัม
  3. แป้งขนมปัง 80 กรัม (Typ 550)
วิธีทำ

เทน้ำอุ่นในอ่างผสม ใส่ยีสต์สดลงไปคนให้ยีสต์ละลายหมด ใส่แป้งลงไปตีผสมด้วยความเร็วกลางจนส่วนผสมเข้ากันดี แล้วใช้ผ้าคลุมอ่างพักไว้ในที่อุ่น 30 นาที

ส่วนผสม ข.
  1. แป้งขนมปัง 170 กรัม (Typ 550)
  2. น้ำสะอาด 75 กรัม
  3. เนยนุ่มๆ 10 กรัม
  4. เกลือป่น 5 กรัม
  5. น้ำผึ้ง 1 ชช.
วิธีทำ

เมื่อพักสปองค์ครบ 30 นาทีแล้วก็เทส่วนผสม ข. ทั้งหมดลงไปผสมกับส่วนสปองค์ จากนั้นก็ใช้เครื่องตีหัวเกลียว/หัวตะขอหรือสองมือนุ่มๆ ของเรานวดจนส่วนเนียนไม่ติดมือ หลุดจากขอบอ่างได้อย่างง่ายดายและมีความยืดหยุ่นดีค่ะ หากใครมีเครื่องทำขนมปังก็ใส่ของเหลวในเครื่องตามด้วยของแห้งทั้งหมดแล้ว ปล่อยให้เครื่องนวดตามโปรแกรมได้เลยค่ะ

เมื่อนวดเสร็จแล้วให้รวบแป้งเป็นก้อนกลม ทาเนยบางๆ ที่อ่างแป้ง แล้ววางโดว์ลงไป ใช้ผ้าคลุมอ่างไว้ พักในที่อุ่นให้ขึ้น 30 นาทีค่ะ

เมื่อพักแป้งครบ 30 นาทีแล้วก็จัดการคลึงแป้งไล่ลมประมาณ 2 นาที จากนั้นก็แบ่งโดว์เป็น 5 ก้อนเท่าๆ กัน คลึงกลม แล้วใช้อุ้งมือกดให้แบนหน่อย (ให้มีความสูงประมาณ 1 นิ้วค่ะ) ใช้ผ้าคลุมพักให้ขึ้นอีก 30 นาทีค่ะ

และแล้วก็ 30 นาทีผ่านไปไวเหมือนโกหก โดว์จะขึ้นมาประมาณเท่าครึ่ง หามีดบางๆ คมๆ มากรีดโดว์เป็นรูปกงจักร 5 แฉก เสร็จแล้วหากใครจะคลุกพวกเมล็ดงา ป๊อบปี้ซี้ด ข้าวโอ๊ต เมล็ดทานตะวัน หรืออะไรก็แล้วแต่ตามชอบ ก็ให้สเปรย์น้ำหรือใช้แปรงนุ่มๆ ชุบน้ำทาให้ทั่วก้อนก่อน แล้วก็นำโดว์ไปคลุกพวกเมล็ดต่างๆ ให้ทั่วเว้นไว้แค่ด้านล่างค่ะ วางโดว์ที่กรีดแล้วบนถาดอบที่มีรูระบายอากาศ หรือหากไม่มีก็ใช้ถาดอบธรรมดาก็พอได้ค่ะ อย่าลืมทาเนยบางๆ ที่ถาดด้วยนะคะ

อุ่นเตาอบที่ 240 องศาเซลเซียส หากใครไม่ต้องการคลุกพวกเมล็ดพืชก็ใช้สเปรย์ฉีดน้ำที่ผิวขนมหรือใช้แปรงนุ่มๆ จุ่มน้ำหรือนมสดทาผิวขนมบางๆ ตอนนี้เลยค่ะ เมื่อเตาอบร้อนได้ที่ก็หาภาชนะที่ทนความร้อนได้ใส่น้ำร้อนจัด 300 มล. วางเป็นพื้นเตาอบ แล้วนำถาดขนมปังวางตรงกลางเตา อบประมาณ 10 นาที แล้วลดไฟเหลือ 200 องศาเซลเซียส อบลมร้อน+ไฟล่างต่ออีก 15 นาที หรือจนขนมมีสีเหลืองทองสวยเสมอกันค่ะ

เมื่อขนมสุกมีสีสวย ก่อนเอาขนมออกจากเตาอบ 1 นาทีให้ใช้แปรงชุบนมสดหรือน้ำทาผิวบางๆ อีกครั้งเพื่อเพิ่มความเงางาม จากนั้นจึงนำถาดออกมาจากเตาอบ วางขนมบนตะแกรงพักให้เย็นก่อนรับประทานค่ะ

กินเหมือนเดิมค่ะ หั่นทาเนย วางผักสลัด ซาลามี่ แฮม ชีส หรือทาแยมตามชอบ อร่อยจริงๆ กินอย่างสบายใจ มีความสุขและภาคภูมิใจที่ในทีุ่สุดก็ทำขนมปังไคเซอร์ได้อย่างที่ซื้อตามร้านเบเกอรี่ซะที เย้ๆ

จะทานแล้วน๊า... แอ๊บแบบพวกการ์ตูนญี่ปุ่นน่ะ สมัยสาวๆ ชอบอ่านมาก ตอนนี้ก็ยังชอบนะคะ ถึงได้ไร้สาระไปวันๆ อย่างนี้ไง ^^

Tuesday, September 8, 2009

เค้กหน้าผลไม้ : fruit cake

เค้กหน้าผลไม้นี้เราทำบ่อยค่ะ เพราะทำง่ายมากๆ และคนที่บ้านก็ชอบทานกันทุกคนค่ะ มาดูสูตรกันดีกว่านะคะ ปริมาณส่วนผสมของสูตรนี้จริงๆ แล้วเหมาะสำหรับพิมพ์ทาร์ตขนาด 28 ซม. แต่เราทำใส่พิมพ์ทาร์ตขนาดเล็กๆ 6 พิมพ์แทนค่ะ น่ารักและกินง่ายดี

ส่วนผสมตัวเค้ก
  • แป้งอเนกประสงค์ 110 กรัม
  • ผงฟู 1 ชช.
  • เกลือป่น 1 หยิบมือ
  • น้ำตาลทราย 90 กรัม
  • เนยสด 80 กรัม
  • ไข่ 2 ฟอง
  • วานิลาบัทเทอร์ 1 ชช. (ถ้าไม่มีใช้วานิลาเอ๊กซ์แทร็คหรือกลิ่นวานิลาธรรมดาแทนก็ได้ค่ะ)
ส่วนผสมหน้าเค้ก
  • ผลไม้ตามชอบ
  • ผงเจลลี่ชนิดใส 6 กรัม / 1/2 ซอง (cake glaze/Tortenguss)
  • น้ำแอ๊บเปิ้ล 65 มล.
  • น้ำสะอาด 60 มล.
วิธีทำ

ร่อนแป้งรวมกับผงฟูและเกลือพักไว้ ส่วนพิมพ์เค้กก็ทาเนยและโรยแป้งกันติดไว้ด้วยนะคะ อุ่นเตาอบ 175ซี ค่ะ นำเนยนุ่มๆ ใส่อ่างผสม ตีด้วยความเร็วกลางจนเนียน ใส่น้ำตาลลงไปตีจนเนยเป็นครีม ใส่ไข่ลงไปตีทีละฟองจนเข้ากัน จากนั้นค่อยๆ ใส่ส่วนผสมแป้งลงไปตีรวมกับส่วนผสมเนย แบ่งใส่สัก 3 ครั้งนะคะ ใช้ความเร็วต่ำตีไม่นาน แค่พอเข้ากับส่วนผสมอื่นก็พอ นำไปใส่พิมพ์เกลี่ยให้ขอบสูงกว่าตรงกลางนิดหน่อย อบแล้วหน้าเค้กจะได้เรียบสวยไม่ปูดค่ะ

เสร็จแล้วนำเข้าอบประมาณ 18-20 นาที หรือจนสุกนะคะ พอเค้กสุกนำออกจากเตาอบ พักให้พออุ่นหน่อย แซะออกจากพิมพ์ พักบนตะแกรงทิ้งไว้จนเย็นสนิทค่ะ

เมื่อเค้กเย็นสนิทแล้วก็นำผลไม้ที่ชอบวางตกแต่งบนหน้าเค้กตามชอบค่ะ จากนั้นก็ไปทำเจลลี่มาราดหน้าเพื่อเพิ่มความเงางามค่ะ วิธีทำก็แค่นำผง cake glaze ผสมกับน้ำแอ๊บเปิ้ลและน้ำเย็นในหม้อ คนจนผงเจลลี่ละลายหมด แล้วนำหม้อขึ้นตั้งไฟกลางคนตลอดเวลา ปล่อยให้เดือดประมาณ 1 นาที ยกลงจากเตา พักไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วใช้ตะกร้อมือคนแรงๆ อีกครั้งก่อนใช้แปรงมาชุบทาเคลือบหรือใช้ช้อนตักราดหน้าเค้กค่ะ เสร็จแล้วก็รอแค่ให้เจลลี่อยู่ตัว เราก็จัดการหม่ำๆ ได้เลยค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีเอาใส่ตู้เย็นไว้สัก 2 ชม. แล้วค่อยทาน รสชาติจะ ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ


Saturday, September 5, 2009

ขนมฟักทอง : steamed pumpkin cake


ส่วนผสม สำหรับขนมฟักทองประมาณ 10 ห่อ 
  • ฟักทองปอกเปลือกคว้านเมล็ดและไส้ออก 400 กรัม 
  • หัวกะทิ 1 ชต.
  • แป้งข้าวเจ้า 55 กรัม 
  • แป้งมัน 15 กรัม
  • น้ำตาลทราย 110 กรัม 
  • เกลือ 1/4 ชช.
  • มะพร้าวขูดเป็นเส้นๆ 25 กรัม ผสมกับเกลือ 1 หยิบมือ สำหรับโรยหน้าขนม 
  • ใบตอง พิมพ์ หรือถาดเล็กๆ
วิธีทำ
นำใบตองมาเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำแล้วบิดหมาดๆ เช็ดให้ทั่วทั้งสองด้านแล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกทีค่ะ จากนั้นก็ตัดหัวท้ายเหมือนในรูป เศษใบตองที่เหลือก็ฉีกไว้ทำเป็นโบว์ค่ะ  

จากนั้นก็หันไปปอกเปลือกฟักทอง ตัดแบ่ง 1/4 ของฟักทองไปต้มหรือนึ่งให้สุกแล้วยีให้ละเอียด (เราต้มในไมโครเวฟประมาณ 3 นาทีก็สุกแล้วค่ะ) ฟักทองส่วนที่เหลือขูดเป็นเส้นบางๆ ค่ะ จากนั้นใส่ฟักทองทั้งนึ่งและขูดไว้ในอ่างผสมใบใหญ่นิดนึงนะคะ เทแป้งทั้งสองชนิดใส่บนฟักทอง ตามด้วยกะทิ น้ำตาลทรายและเกลือลงไปนวดจนเข้ากันดี แป้งและน้ำตาลละลายหมดค่ะ


เมื่อถึงเวลาห่อก็ตักส่วนผสมใส่ใบตองห่อหรือทำใบตองเป็นกระทง หรือหากไม่มีใบตองก็ตักใส่พิมพ์นึ่งแทนก็ได้ค่ะ แต่เราว่าใช้ใบตองห่อจะอร่อยและหอมกว่าเยอะเลยนะคะ เสร็จแล้วก็โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดผสมเกลือ ห่อให้สวยแล้ววางเรียงบนรังถึงค่ะ

นำรังถึงใส่น้ำตั้งไฟแรง พอน้ำเดือดก็นำขนมขึ้นนึ่งประมาณ 15 นาทีจนสุก รอให้เย็นแล้วก็เจี๊ยะได้เลยจ้า ถ้าไม่มีใบตองก็ทำใส่พิมพ์แบบรูปขวาล่างก็ได้ค่ะ ง่ายดี แต่อาจจะไม่หอมอร่อยเหมือนห่อใบตองนะคะ

Friday, September 4, 2009

สลัดฟุสิลี่ : fusilli salad

สลัดนี้ถ้าใครชอบเส้นพาสต้าแบบอื่นที่ไม่ใช่ฟูสิลลี่ก็ใช้แทนกันได้นะคะ แล้วเวลาปรุงรสก็ค่อย ๆ ปรุง ค่อย ๆ ชิมไป เพราะปริมาณส่วนผสมที่บอกไว้ข้างล่างเราลองกะๆ ให้น่ะค่ะ ตอนทำไม่เคยชั่งตวงเลย แค่บอกไว้พอเป็นแนวทางเท่านั้นนะคะ

เครื่องปรุงโดยประมาณ สำหรับ 3 คน

  • Fusilli 200 กรัม
  • มายองเนส 3 ชต.
  • โยเกิร์ต 3 ชต.
  • น้ำส้มสายชู 1 ชช. (เราใช้น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอ๊บเปิ้ลค่ะ)
  • เกลือ พริกไทยป่น
  • แตงกวาดอง 100 กรัม
  • น้ำแตงกวาดอง 3 ชต.
  • ไส้กรอก lyoner 100 กรัม
  • มะเขือเทศลูกใหญ่ 1 ลูก
  • เมล็ดถั่วลันเตาผสมแครอทกระป๋องเล็ก 1 กระป๋อง
วิธีทำ

นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟ เติมเกลือลงไป ต้มจนเดือด ใส่เส้นฟุสิลี่ลงไปต้มจนสุก (แต่อย่าต้มนานจนเส้นอืดนะคะ เดี๋ยวไม่อร่อย) เมื่อสุกแล้วก็เทผ่านน้ำเย็นลงในกระชอน ล้างจนเส้นเย็นอุณหภูมิห้อง สะเด็ดน้ำรอไว้ ระหว่างที่ต้มเส้นก็จัดการหั่นแตงกวาดอง ไส้กรอก มะเขือเทศ และแครอท แล้วใส่ชามสลัดไว้ ตามด้วยเมล็ดถั่วลันเตา เติมมายองเนส โยเกิร์ต และน้ำแตงกวาดองคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู เกลือ และพริกไทย

ใส่เส้นฟุสิลี่ลงไปคนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ แล้วใช้พลาสติกใสคลุมชามสลัด นำเข้าตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชม. เพื่อให้เครื่องปรุง ซึมเข้าเส้นพาสต้าดี พอถึงเวลาเสิร์ฟก็นำออกมาวางข้างนอกให้คลายความเย็นลงประมาณ 30 นาที ก่อนรับประทานนะคะ